โปรดอ่านคำแนะนำให้ละเอียด


เนื้อหาบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนี้ เป็นเนื้อหาบทเรียนเพื่อให้ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน รายวิชา ส43101 สาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง เหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับความขัดแย้ง ความร่วมมือ และการสร้างสันติภาพของโลก ซึ่งผู้รายงานได้นำภาพยนตร์วีดีโอและภาพสไลด์ที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับเหตุการณ์ตามเนื้อหาบทเรียนอย่างครบถ้วน ผู้เรียนสามารถคลิกเปิดชมภาพยนตร์ได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ผู้รายงานยังได้จัดกิจกรรม ใบงาน และแบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน ตามหัวข้อเนื้อหาบทเรียนตามลำดับของหน่วยการเรียนที่ 3 ซึ่งผู้เรียนเมื่อได้ทำแบบทดสอบก่อนหรือหลังเรียนเสร็จแล้ว สามารถตรวจสอบคำตอบที่ถูกต้องได้ โดยคลิกเลื่อน Scroll bar ไปที่ท้ายบทเรียนแต่ละเรื่อง (ทั้งนี้ผู้เรียนต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองไม่เปิดดูคำตอบก่อน ความซื่อสัตย์จะทำให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่น และภูมิใจและเป็นการวัดความรู้จริงของตนเอง)

หมายเหตุ สำหรับกิจกรรมใบงานและการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้รายงานได้จัดรูปแบบการเข้าทำกิจกรรมไว้เป็น 2 แนวทาง คือ
1. จัดรูปแบบเว็บไซต์ โดยให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าชั้นเรียน เนื่องจากมีกิจธุระจำเป็น ป่วย ลา หรือผู้ที่สนใจค้นคว้าหาความรู้ทั่วๆ ไป ได้เข้าไปทำโดยพิมพ์ตอบ หรือ
คลิกตอบข้อทดสอบในหน้าเว็บของกิจกรรมนั้นๆ ได้เลย (ต้องลงชื่อ ชั้น เลขที่ ก่อนทำกิจกรรม เสร็จแล้ว คลิกส่ง) ซึ่งผู้สอนสามารถเข้าไปตรวจงานที่ผู้เรียน
คลิกส่งไปนั้นได้ ทำให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าชั้นเรียนสามารถเรียนหรือทำกิจกรรมได้ทันเพื่อน
2. เนื่องจากผู้เรียนที่เข้าชั้นเรียนตามปกติมีจำนวนมาก การที่ผู้เรียนเข้าไปทำกิจกรรมในหน้าเว็บไซต์โดยตรงทำให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น เนื้อที่ในการเก็บข้อมูลจำกัด เกิดความล่าช้าในการแสดงผลขณะที่ผู้เรียนทุกคนทำงาน ผู้รายงานจึงได้จัดทำแบบฝึกเป็นเอกสารรูปเล่มขึ้น (แบบฝึกบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต)เพื่อให้ผู้เรียนที่เข้าชั้นเรียนตามปกติได้ใช้เป็นแบบฝึกเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เก็บความรู้และผลงานกิจกรรมของผู้เรียน
จุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ที่ 3
1. เรื่อง พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
1) ผู้เรียนสามารถอธิบายปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการสร้างสรรค์ทางอารยธรรมได้
2) ผู้เรียนสามารถเล่าถึงพัฒนาการของมนุษย์จากอดีตถึงปัจจุบันได้
3) ผู้เรียนสามารถอธิบายปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาของชาติไทยได้
4) ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มการพัฒนาการของมนุษยชาติในอนาคตได้


2. เรื่อง ความขัดแย้งและความร่วมมือระหว่างประเทศ

5) ผู้เรียนสามารถอธิบายถึงสาเหตุความขัดแย้งของมนุษยชาติได้
6) ผู้เรียนสามารถอธิบายสาเหตุของการเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศได้
7) ผู้เรียนสามารถบอกวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยสันติวิธีได้
8) ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้
3. เรื่อง สงครามโลกครั้งที่ 1 และภาวะหลังสงคราม
9) ผู้เรียนสามารถอธิบาย ถึงสาเหตุและผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 1โดยสังเขปได้ 10) ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์บทบาทและความสำเร็จขององค์การระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่รักษาสันติภาพของโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้
11) ผู้เรียนสามารถเล่าเหตุการณ์สำคัญๆของสงครามโลกครั้งที่ 1ได้อย่างถูกต้องและปราศจากอคติ

4. เรื่อง สงครามโลกครั้งที่ 2 และภาวะหลังสงคราม

12) ผู้เรียนสามารถอธิบายถึงสาเหตุและผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 2โดยสังเขปได้
13) ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์บทบาทและความสำเร็จขององค์การระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่รักษา สันติภาพของโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้
14) ผู้เรียนสามารถเล่าเหตุการณ์สำคัญๆของสงครามโลกครั้งที่ 2ได้อย่างถูกต้องและปราศจากอคติ

5. เรื่อง เหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อมนุษยชาติ

15) ผู้เรียนสามารถยกตัวอย่าง และวิเคราะห์สาเหตุของเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อโลกในยุคปัจจุบันได้
16) ผู้เรียนสามารถอธิบายถึงเรื่องที่เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของโลกได้อย่างถูกต้องและปราศจากอคติ
17) ผู้เรียนสามารถนำความรู้และข้อมูลที่ได้รับไปวิเคราะห์สถานการณ์โลกได้อย่างเป็น เหตุเป็นผล
ผู้เข้าศึกษาอ่านทำความเข้าใจจากคำแนะนำและศึกษารายละเอียดของจุดประสงค์การเรียนรู้เสร็จแล้วให้ผู้เรียน คลิกที่แถบลิงก์ใต้ Home หน้าหลัก ก่อนเข้าศึกษาเพื่อเริ่มเข้าศึกษาตามลำดับต่อไป
ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาเนื้อหาความรู้ และคลิกชมภาพยนต์วิดีทัศน์ที่เกี่ยวกับเนื้อหาได้ตลอดเวลา

การรวมยุโรปหรือการบูรณาการยุโรป

1.1 ความหมายของการรวมยุโรป
การรวมยุโรป หรือการบูรณาการยุโรป หมายถึง การรวมกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทางด้านเศรษฐกิจ ( การเงิน การคลัง นโยบายการตลาด และ การค้ากับต่างประเทศ ) ภายใต้ชื่อของ “สหภาพยุโรป” ( European Union ) หรือ EU1.2 ความเป็นมาของการรวมยุโรป
ความคิดเกี่ยวกับการรวมยุโรปเริ่มมีปรากฏตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สรุปความ เป็นมาได้ ดังนี้(1) ความคิดของเคลเมนต์ แอตต์ลี ( Clement Attlee ) อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษในสมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงาน กล่าวไว้ในปี ค.ศ. 1939 ว่า “ชาติยุโรปควรรวมตัวกันเป็นสหพันธ์ (Federation) เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน มิฉะนั้นจะเผชิญกับการล่มสลาย”
(2)ข้อเสนอของวินสตัน เชอร์ชิลล์ ( Sir Winston Churchill ) นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกร้องให้เยอรมนีกับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคู่อริมีความขัดแย้งซึ่งกันและกันเป็นแกนนำในการรวมยุโรปและจัดตั้ง “สหรัฐยุโรป” ( United State of Europe ) เพื่อให้ความบาดหมางและความขัดแย้งเป็นศัตรูกันระหว่างประเทศต่าง ๆ สิ้นสุดลง
1.3 วัตถุประสงค์ของการรวมยุโรป
แนวคิดในการรวมยุโรปปรากฏเด่นชัดภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้1.3.1 เพื่อให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติยุโรปภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีลักษณะร่วมมือและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มิใช่มุ่งให้ชาติของตนอยู่รอดฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ประเทศอื่น ๆจะได้รับ1.4 ความก้าวหน้าในการรวมยุโรปในปัจจุบัน
การรวมยุโรปเป็น “ สหภาพยุโรป ” หรือ EU ในปัจจุบัน มีความก้าวหน้า ดังนี้
1.4.1 การขยายตัวของประเทศสมาชิก นับถึงวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2004 สหภาพยุโรป( UE ) มีประเทศสมาชิกรวมทั้งหมด 25 ประเทศ ดังนี้
(1)ประเทศสมาชิกก่อตั้งมี 6 ประเทศได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์และลักเซมเบิร์ก
(2) ประเทศที่สมัครเป็นสมาชิกระหว่างปี ค.ศ. 1973-1995 รวม 9 ประเทศ ได้แก่อังกฤษ เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ ออสเตรีย กรีซ ฟินแลนด์ โปรตุเกส สเปน และสวีเดน
(3) ประเทศที่สมัครเป็นสมาชิกในปี ค.ศ. 2004 มี 10 ประเทศ ได้แก่ เช็ก โปแลนด์ ฮังการี ไซปรัส มอลตา เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย สโลวาเกีย และสโลเนีย
1.4.2 สหภาพยุโรป (EU) ประกาศใช้หน่วยเงินตราสกุลยูโร ( EURO ) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2002 ซึ่งค่าของเงินตราสกุลยูโรมีความมั่นคงและได้รับการยอมรับในการดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศเช่นเดียวกับเงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐ ฯ
1.4.3 ผลจากการรวมยุโรป ทำให้เกิดดุลแห่งอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ฐานะของสหภาพยุโรป ( EU ) มีระดับเศรษฐกิจใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา จึงเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ของโลกโดยมีจำนวนประชากรรวมกันถึง 454 ล้านคน (มากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและอินเดีย)
ศูนย์กลาง บรัสเซลส์ สตราสบูร์ก ลักเซมเบิร์ก00000000000000000000000000000000000000
สัญชาติ ยุโรป
รัฐบาล ลักษณะเฉพาะ
- คณะกรรมาธิการ โฮเซ มานูเอล บาร์โรโซ (EPP)
- สภา Hans-Gert Pöttering (EPP)
- คณะมนตรี สาธารณรัฐเช็ก
- สหภาพยุโรป Fredrik Reinfeldt (ED)

การก่อตั้ง

- สนธิสัญญาปารีส 18 เมษายน พ.ศ. 2494 (ค.ศ. 1951)
- สนธิสัญญาโรม 25 มีนาคม พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957)
- สนธิสัญญามาสทริชต์ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992)

พื้นที่ - ทั้งหมด 4,324,782 กม² (อันดับที่ 7) 1,669,807 ไมล์²
- พื้นน้ำ (%) 3.08
ประชากร - 2551 ประมาณ 499,021,851 (อันดับที่ 3)
- ความหนาแน่น 114/กม.² (อันดับที่ 69) 289/ไมล์²
จีดีพี (พีพีพี) 2550 (IMF) ประมาณ
- ทั้งหมด $14.712 ล้านล้าน
- ต่อคน $28,213
จีดีพี (ราคาปัจจุบัน) 2550 (IMF) ประมาณ
- ทั้งหมด $16.830 ล้านล้าน
- ต่อคน $33,482
สกุลเงิน ยูโร + 12[แสดง]
เขตเวลา (เวลาสากล +0 to +2)
- ฤดูร้อน (ออมแสง) (เวลาสากล +1 to +3)
โดเมน eu

เฉลยสอบหลังเรียน 20.ค 19.ข 18.ง 17.ง 16.ก 15.ก 14.ง 13.ค 12.ง 11.ค 10.ก 9.ง 8.ข 7.ค 6.ก 5.ก 4.ง 3.ค 2.ก 1.ข


ที่มา วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http.//th.wikipedia.org.wiki
(วิทยา ปานะบุตร. 2550 : 134-135)

วินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544




1. เครื่องบินโดยสารโบอิง 767 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ พุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ 2 ( World Trade Center 2 ) ซึ่งเป็นตึกคู่แฝดกับตึกแรกในมาหนครนิวยอร์ก
1.1 เครื่องบินโบอิง 757 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอน( Pentagon ) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี ซึ่งเป็นที่ทำการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ทั้ง 2 อาคาร ซึ่งถูกไฟไหม้ได้พังถล่มลงมา มีเจ้าหน้าที่กู้ภัย พนักงานดับเพลิง และผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตจากเหตุการณ์ประมาณ 2,500 คน รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศมาตรการฉุกเฉิน และกองทัพสหรัฐฯ ประกาศเตรียมพร้อมรบ
แผนที่เส้นทางการบินของเครื่องบินที่ถูกปล้น
วินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544

เหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544 หรือ 9/11 เป็นเหตุการณ์วินาศกรรมของการปล้นเครื่องบินในสหรัฐอเมริกา โดยเครื่องบินพาณิชย์ ได้ชนเข้ากับตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และ เพนตากอน ลำดับเหตุการณ์วินาศกรรมในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้น ณ ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เพียงแห่งเดียว อาคารเพนตากอน ได้ถูกโจมตีด้วย โดยมีการใช้เครื่องบินถึง 3 ลำในการก่อการ ซึ่งผู้ก่อการในครั้งนี้ได้เข้ายึดครองเพื่อบังคับให้พุ่งเข้าชนอาคารสำคัญ และยังมีเครื่องบินอีกหนึ่งลำที่ถูกจี้ด้วยเหมือนกันแต่ไม่สามารถชนตึกได้ ทั้งนี้คาดว่าการขัดขืนจากลูกเรือและผู้โดยสารทำให้เครื่องบินลำดังกล่าวตกลงในเขตชนบทที่ซอมเมอร์เซ็ต เครื่องบินที่ถูกจี้ทั้ง 4 ลำเป็นเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง โดยเป็นรุ่น โบอิง 767-200ER จำนวน 2 ลำ (จากสายการบิน อเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 และจากสายการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175) อีก 2 ลำเป็นโบอิง 757-200 (จากสายการบิน อเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77 และจากสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93) ทั้ง 4 ลำเป็นเที่ยวบินที่บินข้ามจากฝั่งตะวันออกไปตะวันตก ดังนั้นจึงบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงไปเต็มที่ และเชื่อว่าการพังทลายของตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ น่าจะเกิดมาจากปริมาณน้ำมันจำนวนมากที่บรรทุกอยู่บนเครื่องบินเหล่านั้น
ลำดับเหตุการณ์ตามเวลาประเทศไทยในเหตุการณ์พอจะสรุปได้ดังนี้
11 กันยายน
19:45 น. เครื่องบินโดยสารของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 จากบอสตันเข้าชนตึกเหนือ (ตึก 1 เป็นตึกที่มีเสาอากาศเห็นได้ชัด) ของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แล้วฉีกตัวตึกเป็นช่องพร้อมทั้งเกิดไฟไหม้
20:03 น. เครื่องบินโดยสารของสายการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 จากบอสตันเช่นกัน พุ่งเข้าชนตึกใต้ (ตึก 2) ของตึกเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ และระเบิดรุนแรง
20:43 น. เครื่องบินโดยสารเที่ยวบินที่ 77 ของสายการบิน อเมริกัน แอร์ไลน์ ชนอาคารเพนตากอน เกิดควันไฟพวยพุ่ง มีการอพยพคนในทันที
20:45 น. มีการอพยพคนที่ทำเนียบขาว
21:05 น. ตึกใต้ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มยุบลง ท้องถนนปกคลุมด้วยกลุ่มควัน
21:10 น. บางส่วนของอาคารเพนตากอนถล่ม ขณะเดียวกันก็มีรายงานการตกของเครื่องบินโดยสารของ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ที่เขตชนบทของซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพิตส์เบิร์ก
21:13 น. อาคารที่ทำการของสหประชาชาติเริ่มขนย้ายผู้คน โดยเป็นคนของสำนักงานใหญ่จำนวน 4,700 คน และจากยูนิเซฟกับฝ่ายอื่นของสหประชาชาติอีก 7,000 คน
21:28 น. ตึกเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ถล่มยุบตัวลงคล้ายกับถูกตอกด้วยเสาเข็มจากด้านบน เกิดฝุ่นอันหนาทึบ และเศษหักพังกระจายไปทั่ว
21:45 น. อาคารที่ทำการของรัฐทุกตึกในวอชิงตันอพยพคนทั้งหมด
21:48 น. ตำรวจยืนยันมีเครื่องบินตกที่ซอมเมอร์เซ็ต
21:53 น. ประกาศเลื่อนการเลือกตั้งขั้นต้นของนิวยอร์ก
22:18 น. สายการบิน อเมริกัน แอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินที่ถูกจี้ โดยเที่ยวบินที่ 11 เป็นเครื่องโบอิ้ง 767-200ER มีลูกเรือ 11 คน และผู้โดยสาร 81 คน ซึ่งกำลังเดินทางไปยังลอสแอนเจลิส ส่วนเที่ยวบินที่ 77 เป็นเครื่อง 757-200 กำลังเดินทางไปลอสแอนเจลิส โดยมีผู้โดยสาร 58 คน ลูกเรือ 6 คน เครื่อง 767-200ER เป็นลำที่ชนตึกเหนือของเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ และเครื่อง 757-200 ชนเพนตากอน
22:26 น. ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินที่ถูกจี้ โดยเที่ยวบินที่ 93 ออกจากนิวอาร์ก รัฐเดลาแวร์ ไปยังซานฟรานซิสโก และตกที่เพนซิลวาเนีย
22:59 น. ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินเที่ยวบินที่ 175 ที่กำลังเดินทางไปลอสแอนเจลิส มีผู้โดยสาร 56 คน ลูกเรือ 9 คน เป็นลำที่ชนตึกใต้ของเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์
23:04 น. สนามบินลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นที่หมายของเครื่องบิน 3 ลำ อพยพคนทั้งหมด
23:15 น. สนามบินซานฟรานซิสโกซึ่งเป็นที่หมายของเครื่องบินเที่ยวบินที่ 93 อพยพคนทั้งหมด
12 กันยายน
03:10 น. ตึก 7 ซึ่งมี 47 ชั้นของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เกิดไฟไหม้
04:20 น. ตึก 7 ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งไม่มีคนอยู่แล้วถล่ม การถล่มเกิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากตึก 1 และ 2 (ซึ่งอยู่คนละฝั่งถนน) ถล่มมาก่อนหน้านี้ ตึกรอบๆ บริเวณก็มีไฟไหม้ด้วย
04:30 น. เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลรายงานว่าเครื่องบินที่ตกในเพนซิลวาเนียอาจจะมีเป้าหมายในการชน แคมป์ เดวิด หรือ ทำเนียบขาว หรือ อาคารรัฐสภา อาคารใดอาคารหนึ่ง
06:45 น. ตำรวจนิวยอร์กรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่สูญหาย 78 นาย และเชื่อว่าพนักงานดับเพลิงประมาณ 200 นายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
08:22 น. ไฟไหม้ที่เพนตากอนยังควบคุมไม่ได้ แต่สามารถจำกัดเขตการลุกลามได้แล้ว
ในขณะที่เกิดเหตุหายนะอยู่นี้ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้เดินทางจากฟลอริดากลับสู่วอชิงตัน และได้มีการออกแถลงการณ์ในเหตุการณ์ มีการขอให้ประชาชนร่วมกันสวดมนต์ให้กับผู้เคราะห์ร้าย รวมทั้งยังประกาศว่า "ผู้ที่กระทำการครั้งนี้จะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำ"
ต่อมามีรายงานว่าตึกอื่นๆ ในบริเวณนั้นก็ได้พังทลายลงทั้งหมด (เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ประกอบด้วยตึก 7 หลัง) อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า ตึก 5 ยังคงตั้งอยู่แต่ก็เสียหายยับเยินเช่นกัน สำหรับจำนวนผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บนั้นยังไม่ทราบแน่นอน แต่พบศพแล้วกว่า 200 ศพ และยังสูญหายอีกประมาณ 6,000 คน (ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2544)

2. สาเหตุของเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเชื่อว่าผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์การก่อการร้ายครั้งนี้ คือ โอซามะ บิน ลาเดน
( Osama bin Laden ) หัวหน้าขบวนการอัล เคดา หรืออัล กออิดะห์ ( Al Qa ‘ida ) ซึ่งเป็น
องค์การก่อการร้ายที่มีเครือข่ายทั่วโลก และมุ่งต่อต้านสหรัฐอเมริกาและโลกตะวันตกโดยตรง สาเหตุการก่อการร้ายครั้งนี้ คือ การดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่ขัดขวางและไม่เป็นมิตรต่อโลกอาหรับ 2 ประการ คือ
2.1 การขยายอิทธิพลเข้าแทรกแซงในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อมุ่งผลประโยชน์ใน
ทรัพยากรน้ำมัน ซึ่งกลุ่มทุนจากบริษัทอุตสาหกรรมน้ำมันของชาวอเมริกันเข้าไปลงทุนจำนวนมหาศาล
2.2 การสนับสนุนรัฐบาลอิสราเอลในกรณีความขัดแย้งกับชาติอาหรับในปัญหาดิน
แดนปาเลสไตน์ ทำให้กลุ่มประเทศอาหรับและขบวนการก่อการร้ายไม่พอใจ จึงแสดงปฏิกิริยาต่อต้านสหรัฐอเมริกา
3. ผลกระทบของเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001


เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 อยู่ในช่วงสมัยของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิบยู บุช ( Greorge W. Bush )มีผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกาและโลกดังนี้
1.1 ผลกระทบต่อสหรัฐอมริกา
(1) ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิตประมาณ
2,500 คนและความเสียหายในทรัพย์สินประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
(2) เกิดผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลง
(3) ขวัญและกำลังใจชาวอเมริกันตกต่ำ ความเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของชนชาติอเมริกันลดถอยลง แต่ทำให้เกิดพลังชาตินิยมในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง
(4) ประชาชนให้การสนับสนุนรัฐบาลสหรัฐ ฯ ในการรักษาความมั่นคงภายในและความมั่นคงของชาติมากขึ้น เช่น ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจมากขึ้นการป้องกันปัญหาการก่อการร้าย ฯลฯ
(5) รัฐบาลสหรัฐ ฯ ใช้เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมดังกล่าว เป็นข้ออ้างเพื่อปราบปรามลัทธิก่อการร้าย โดยได้รับการสนับสนุนในงบประมาณด้านการทหารจากรัฐสภา เช่น ส่งกองทหารเข้าทำสงครามในอัฟกานิสถาน ค.ศ. 2001 และทำสงครามยึดครองอิรัก ค.ศ. 2003 เป็นต้น
1.2 ผลกระทบต่อสังคมโลก
(1) ทำให้ลัทธิก่อการร้ายขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง มีการก่อวินาศกรรมเพื่อทำลายผลประโยชน์ชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย ในภูมิภาคต่าง ๆ ดังกรณีการก่อวินาศกรรมสถานบันเทิงในเกาบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2002 โดยขบวนการก่อการร้ายกลุ่มเจมาห์ อิสลามิยาห์ หรือ เจ.ไอ ( J.I. ) มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวออสเตรเลียและชาติตะวันตก
(2) ทำให้โลกเกิดความตึงเครียดและหวาดกลัวจากภัยการก่อร้าย ซึ่งนิยมใช้ความรุนแรงทำลายชีวติผู้บริสุทธิ์อย่างโหดร้าย โดยเฉพาะขบวนการอัล เคดา ของโอซามะ บิน ลาเดน ซึ่งมีนโยบายต่อต้านสหรัฐอเมริกา อิสราเอลและชาติพันธมิตร รวมทั้งรัฐบาลประเทศมุสลิมที่นิยมตะวันตก


ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http.//th.wikipedia.org.wiki
( วิทยา ปานะบุตร. 2550 : 132-134)

การล่มสลายของสหภาพโซเวียต



การล่มสลายของสหภาพโซเวียต
การล่มสลายของสหภาพโซเวียต เป็นชื่อเรียกช่วงเวลาระหว่าง ปี ค.ศ. 1985 ถึง
ค.ศ. 1991 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นาย มิคาอิล กอร์บาชอฟ เป็นผู้นำของสหภาพโซเวียต เขาได้เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองของสหภาพโซเวียต ภายใต้โครงการ เปเรสตรอยกา และกลาสต์น็อต ซึ่งเป็นการเพิ่มสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนบุคคล ซึ่งการปฏิรูปดังกล่าวทำให้ประชาชนในสหภาพโซเวียตตระหนักถึงเสรีภาพในการดำรงชีวิต ทำให้เกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1991 ในที่สุดการขึ้นสู่อำนาจของกอร์บาชอฟ
มิคาอิล กอร์บาชอฟ แม้ว่าการปฏิรูปก่อนหน้านั้นได้ล่าช้าลงในช่วงปี 1964-1982 แต่ว่าการที่คนรุ่นใหม่ได้มีอำนาจแทนคนรุ่นเก่าก็ได้สร้างสภาวะที่เหมาะแก่การปฏิรูปขึ้นอีกครั้ง ความสัมพันธ์ของสหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนแปลงไปก็ยังเป็นความจำเป็นหนึ่งของการปฏิรูป แม้ว่าประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ได้ล้มเลิกนโยบายประนีประนอมหลังจากที่สหภาพโซเวียตโจมตีอัฟกานิสถาน แต่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตก็ได้ขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เหตุการณ์วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ในสมัยแรกของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน
ในเวลานั้นเอง มิคาอิล กอร์บาชอฟ ก็ได้สนับสนุนนโยบายที่จะนำไปสู่การล่มสลายทางการเมืองของสหภาพโซเวียต โดยการควบคุมเศรษฐกิจผ่านทางนโยบายกลาสนอสต์ (การเปิดกว้างทางการเมือง) เปเรสตรอยกา (การวางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่) และอุสโคเรนิเย (การเร่งพัฒนาการทางเศรษฐกิจ) เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตก่อนหน้านั้นได้รับผลเสียจากอัตราเงินเฟ้อแฝงและการขาดแคลนวัตถุดิบอันเนื่องมาจากการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ
นโยบายเปเรสตรอยกาและกลาสนอสต์
มิคาอิล กอร์บาชอฟ ได้เป็นผู้นำสหภาพโซเวียต นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 1985 ไม่นานหลังจากการเสียชีวิตของคอนสแตนติน เคอร์เชนโก กอร์บาชอฟได้ริเริ่มการปฏิรูปทางการเมืองหลายอย่างภายใต้นโยบายที่เรียกว่า กลานอสต์ ประกอบด้วย การลดความเข้มงวดในการเซนเซอร์ การลดอำนาจหน่วยเคจีบี และการเสริมสร้างความเป็นประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นั้นมีจุดประสงค์เพื่อกำจัดการต่อต้านการปฏิรูปทางเศรษฐกิจจากกลุ่มอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยมภายในพรรคคอมมิวนิสต์ ภายใต้การปฏิรูปนี้ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในพรรคคอมมิวนิสต์จะต้องมาจากการเลือกตั้ง (โดยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เอง)ซึ่งเป็นการใช้ระบบนี้ครั้งแรก ท่ามกลางการคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตาม การลดความเข้มงวดในการเซนเซอร์และความพยายามที่จะสร้างการเมืองที่เปิดกว้างมากขึ้นโดยกอร์บาชอฟ ได้ปลุกความรู้สึกชาตินิยมและต่อต้านรัสเซียในสาธารณรัฐเล็กๆ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในสหภาพโซเวียต ในคริสต์ทศวรรษ 1980 เสียงที่เรียกร้องอิสรภาพจากการปกครองจากมอสโกได้ดังขั้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในสาธารณรัฐแถบทะเลบอลติก คือ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ที่รวมกับสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1940 โดยโจเซฟ สตาลิน ความรู้สึกชาตินิยมนั้นก็ยังได้แพร่หลายในสาธารณรัฐอื่น ๆ เช่น ยูเครน จอร์เจีย และอาเซอร์ไบจาน ขบวนการชาตินิยมเหล่านี้ได้เข้มแข็งขึ้นอย่างมากเมื่อเศรษฐกิจของโซเวียตตกต่ำ รัฐบาลที่กรุงมอสโกนั้นกลายเป็นแพะรับบาปของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แสดงว่า กอร์บาชอฟนั้นได้ปลดปล่อยพลังที่จะทำลายสหภาพโซเวียตไปแล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ
1. สาเหตุการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
การล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ.1991 เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งของประวัติศาสตร์โลกในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 สรุปสาเหตุได้ดังนี้
1.1 การดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศของประธานนาธิบดีกอร์บาชอฟ (Gorbachev) ที่เรียกว่า “นโยบายกลาสนอสต์-เปเรสตรอยกา” (Glasnost-Perestroika) ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะเป็นเสรีประชาธิปไตยมากขึ้น รัฐบาลสหภาพโซเวียตจึงไม่ขัดขวางการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสาธารณรัฐต่าง ๆ ในสหภาพโซเวียตที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระ
1.2 ความตื่นเต้นของลัทธิชาตินิยมและความพยายามแยกตัวเป็นอิสระชองสาธารณรัฐต่าง ๆ ซึ่งมีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา สังคมและวัฒนาธรรม ทั้งนี้เป็นผลมาจากนโยบายการปฏิรูปประเทศที่เน้นความเป็นประชาธิปไดยของกอร์บาชอฟ ประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียต
ในปี ค.ศ. 1990 บอรีส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซียได้ประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียต จึงเป็นแบบอย่างให้สาธารณรัฐอื่น ๆ เคลื่อนไหวแยกตัวเป็นอิสระตามมา
1.3 ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรปตะวันออก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 เป็นต้นมา มีการปฏิรูปการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในประเทศต่าง ๆ เช่น มีการเลือกตั้งแบบเสรีประชาธิปไตยในประเทศโปแลนด์ ซึ่งพรรคกรรมกร (Solidarity) ได้รับชัยชนะเหนือพรรคคอมมิวนิสต์
นอกจากนั้นพรรคมคอมมิวนิวส์ในประเทศโรมาเนียนและฮังการี ต้องถูกยุบหรือยุติบทบาททางการเมืองลงไป และเกิดการรวมเยอรมนีตะวันตกกับเยอรมนีตะวันออกเป็นประเทศเดียวกัน แสดงถึงความเสื่อมถอยในอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก
1.4 ปัญหาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของกอร์บาชอฟ ซึ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นแนวทางทุนนิยม แต่ก็ไม่สาสามารถแก้ไขปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจของประเทศได้ เช่น ผลผลิตตกต่ำ การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคไม่เพียงพอแก่ความต้องการภายในประเทศ ทำให้สินค้าขาดแคลนและมีราคาสูง เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และการขาดดุลการค้า

ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http.//th.wikipedia.org.wiki
(วิทยา ปานะบุตร. 2550 : 125-127)

การปฏิรูประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน












การปฏิรูปประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน


1. นโยบายสี่ทันสมัยของเติ้ง เสี่ยวผิง
ในยุคเติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ก้าวขึ้นมามีอำนาจในจีนเมื่อปี ค.ศ. 1976 เป็นช่วงเวลาทีจีนดำเนินนโยบายปฏิรูปความเจริญของบ้านเมืองให้ทันสมัย โดยเปิดประเทศรับวิทยาการจากภายนอกเพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เรียกว่า “นโยบายสี่ทันสมัย” โดยเน้นพัฒนา 4 ด้าน คือ
1.1 ด้านเกษตรกรรม
1.2 ด้านอุตสาหกรรม

1.3 ด้านการป้องกันประเทศ
1.4 ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

2. เป้าหมายในการพัฒนาประเทศตามนโยบายสี่ทันสมัย
การพัฒนาประเทศตาม “นโยบายสี่ทันสมัย” ของสาธารณรัฐประชาชนจีน สรุปได้ดังนี้
2.1 การพัฒนาด้านการเกษตร นโยบายส่งเสริมการผลิตทางการเกษตรแผนใหม่ คือ
(1) เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น โดยยินยอมให้เกษตรกรนำผลผลิตส่วนที่เกิดจากปริมาณที่รัฐกำหนดไปขายในท้องตลาดได้ ใครผลิตได้มากก็ย่อมมีรายได้มาก เป็นการสร้างแรงจูงใจให้แก่เกษตรกรขยันทำงานและช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน
(2) ชุมชนมีส่วนร่วมวางแผนการผลิต เพื่อเพิ่มผลผลิตให้แก่หมู่บ้านหรือชุมชนของตน รวมทั้งส่งเสริมการผลิตส่วนบุคคล เช่น ให้เกษตรกรใช้เวลาว่างเลี้ยงสัตว์ ปลูกผักสวนครัว ฯลฯ เพื่อนำผลผลิตไปจำหน่ายในตลาดและมีรายได้เป็นของตนเอง
2.2 การพัฒนาอุตสาหกรรม นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ คือ
(1) เน้นการผลิตอุตสาหกรรมเบา หรือสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อการส่งออก
(2) ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ
(3) พัฒนาเมืองหลักบริเวณชายฝั่งทะเลให้เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ”5เขต
(4) ปรับปรุงโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานในเขตเมืองสำคัญต่าง ๆ เช่น การคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร และการสาธารณูปโภคอื่น ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม
(5) นำระบบกลไกตลาดมาใช้ โดยให้ราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงไปตามอุปสงค์และอุปทานในตล
าด
2.3 การพัฒนาด้านการป้องกันประเทศ เน้นพัฒนากองทัพให้ทันสมัยโดยลดกำลังทหารให้น้อยลง แต่พัฒนาด้านคุณภาพโดยส่งเสริมการศึกษาในโรงเรียนทหารและพัฒนาอาวุธของกองทัพให้ทันสมัย เป็นต้น
2.4 พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพี่อเป็นรากฐานรองรับการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของประเทศ โดยจัดตั้งสถาบันการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้าและวิจัย เพื่อนำความรู้และผลงานวิจัยไปใช้พัฒนาความเจริญก้าวหน้าของประเทศในด้านต่าง ๆ
3. ผลกระทบและความสำคัญของการปฏิรูปประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน
การปฏิรูปประเทศตาม “นโยบายสี่ทันสมัย” ในยุคของเติ้ง เสี่ยวผิง เกิดผลกระทบต่อจีนทั้งด้านดีและด้านเสีย ดังนี้
3.1 ด้านดี จีนมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างมาก มีการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) เพิ่มสูงขึ้น ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้และการศึกษาสูงขึ้น สังคมจีนจึงเกิดชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
3.2 ด้านเสีย เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมจีน ดังนี้
(1) เกิดภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศมีมากทำให้การหมุนเวียนของเงินตราในระบบเศรษฐกิจมีความคล่องตัวสูง จึงทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ สินค้ามีราคาเพิ่มสูงขึ้น
(2) เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ ผู้คนในเขตเมืองหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษมีรายได้สูงกว่าและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าแรงงานในชนบท จึงเกิดการอพยพหลั่งไหลของคนในชนบทเข้าสู่เมืองมากขึ้น
(3) เกิดปัญหาสังคมต่าง ๆ เช่น การทุจริตของข้าราชการ การซึมซับวัฒนธรรมตะวันตกและลัทธิบริโภคนิยม ปัญหาอาชญากรรม โสเภณี และยาเสพติด เป็นต้น
4. ความสำคัญของการปฏิรูปประเทศของจีน
ผลการปฏิรูปประเทศของจีนตั้งแต่ปี ศ.ศ.1976 เป็นต้นมา ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อสาธารรัฐประชาชนจีนและต่อโลก ดังนี้
4.1 ทำให้จีนก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมของโลก และมีอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากจีนมีจำนวนประชากรถึง 1,200 ล้านคน จึงเป็นตลาดแรงงานที่ใหญ่และมีกำลังซื้อมหาศาล
4.2 ทำให้เกิดการลงทุน การผลิต การค้าระหว่างประเทศ และการขยายตัวของระบบทุนนิยมโลกอย่างมาก ประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ต่างให้ความสำคัญกับการขยายความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนและการลงทุนในประเทศจีนทั้งสิ้น
อาคารตลาดหลักทรัพย์เซี้ยงไฮ้



ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http.//th.wikipedia.org.wiki
(วิทยา ปานะบุตร. 2550 : 123-125)

การสะสมและการลดอาวุธนิวเคลียร์

การสะสมและการลดอาวุธนิวเคลียร์
1. ความเป็นมาของการสะสมอาวุธนิวเคลียร์
1.1 การทดลง พัฒนา สะสม และครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของชาติมหาอำนาจในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อมนุษยชาติ เพราะทำให้โลกเกิดภาวะความตึงเครียด สหประชาชาติจึงต้องการให้ชาติมหาอำนาจร่วมมือกันลดอาวุธร้ายดังกล่าว
1.2 จุดเริ่มต้นของการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐอเมริกาเป็นชาติแรกที่ประสบความสำเร็จในการทดลองและพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ โดยนำมาใช้เป็นครั้งแรกในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อบีบบังคับให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย มีการปฏิบัติการ 2 ครั้ง ดังนี้
(1) ระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกทิ้งที่เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม
ค.ศ. 1945 มีผู้เสียชีวิตในทันที 80,000 คน
(2) ระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่สองทิ้งที่เมืองนางาซากิ (Nagasaki) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 มีผู้เสียชีวิตในทันทีประมาณ 74,000 คน

รัสเซียอาจยอมลดอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐ เนื่องจากปัญหา ศก. 26 ก.ค. - รองประธานาธิบดีสหรัฐระบุ รัสเซียอาจยอมทำข้อตกลงลดอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐ เนื่องจากปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ
รองประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์วอล์ สตรีทเจอร์นัล ว่าจำนวนประชากรรัสเซีย-ลดลง ทำให้ภาวะเศรษฐกิจง่อนแง่น และภาคการธนาคารไม่น่าจะอยู่ได้เกิน 15 ปี และภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากจะทำให้รัฐบาลรัสเซียต้องหาทางลดหัวรบนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันคณะผู้นำรัสเซียปัจจุบันไม่ใช่นักอุดมการณ์สุดขั้วที่ยึดถือในสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อตาม แต่ค่อนข้างเป็นนักปฏิบัตินิยมมากกว่า อย่างไรก็ดี การที่มหาอำนาจอย่างอดีตสหภาพโซเวียตจะสูญเสียความเป็นจักรวรรดิไม่ใช่เรื่องง่าย สหรัฐจึงต้องระมัดระวังไม่ล้ำเส้นมากเกินไปในการดำเนินความสัมพันธ์กับรัสเซีย
ด้านสำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์อ้างคำกล่าวของที่ปรึกษาประธานาธิบดีรัสเซีย ว่า ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนายไบเดน จึงแสดงทัศนะดังกล่าวต่อความสัมพันธ์สหรัฐ-รัสเซีย. (-สำนักข่าวไทย)
กำลังรบนิวเคลียร์ของโลกปัจจุบันโลกมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 31,000 นัด ที่ยังคงบรรจุประจำการอยู่ใน 8 ประเทศ ไม่รวมเกาหลีเหนือ ได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อินเดีย ปากีสถาน และอิสราเอล โดยส่วนหนึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในคลังแสง และอีกส่วนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายวางกำลังไว้ ณ ที่ตั้งหน่วยทหารที่เป็นหน่วยยิงประมาณ 13,000 นัด ซึ่งในจำนวนนี้อยู่ในสภาพพร้อมรบเต็มที่ High Alert ประมาณ 4,600 นัด พร้อมใช้งานในไม่กี่นาทีตลอดเวลา หัวรบนิวเคลียร์เหล่านี้มีอำนาจการทำลายคิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT (Trinitrotoluene : C6H2(NO2)3CH3) ประมาณ 5,000 Megaton คือประมาณ 20,000 เท่าของระเบิดนิวเคลียร์ที่ใช้ที่ฮิโรชิมา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

หมายเหตุ:- อ้างอิงข้อมูลของ Natural Resources Defense Council ของสหรัฐฯ

สหราชอาณาจักร กำลังรบนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักร หรืออังกฤษ มีแต่เพียงอาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำ Trident II D5 จำนวน 16 ลำ รวม 48 ฐานยิง และถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ 185 นัด ๆ ละ 100 Kiloton คิดเป็นน้ำหนักระเบิดรวม 18.5 Megaton
จีน กำลังรบนิวเคลียร์ของจีน ประกอบด้วย ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป (ICBMs) อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ (SLBMs) และเครื่องบินทิ้งระเบิด (Bombers) รวมทั้งสิ้น 275 ฐานยิง และคาดว่าถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 225 นัด จีน เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย อาจเว้นก็แต่ทวีปอเมริกาใต้ เท่านั้น ด้วยขีปนาวุธ CSS-4 ระยะยิงสูงสุด 13,000 กิโลเมตร และขีปนาวุธ DF-31 ระยะยิงสูงสุด 8,000 กิโลเมตร
ฝรั่งเศส กำลังรบนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส ประกอบด้วย อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers รวมทั้งสิ้น 133 ฐานยิง และถือครองหัวรบนิวเคลียร์ทั้งสิ้น 449 นัด
สหรัฐฯ กำลังรบนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ประกอบด้วย ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ICBMs , อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers รวมทั้งสิ้น 1,074 ฐานยิง ถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 5,170 นัด และรวมอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT มากกว่า 1,560 Megaton
สหรัฐฯ เป็นชาติมหาอำนาจที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลก มีระบบซัดส่ง เช่น ระบบอาวุธปล่อย ขีปนาวุธ อากาศยานทิ้งระเบิดระยะไกล หรือ ระบบทำการยิงจากใต้น้ำ ซึ่งสามารถนำพาหัวรบนิวเคลียร์ไปสู่เป้าหมายได้ทุกแห่งหนบนโลก ด้วยเทคโนโลยีที่สูงกว่า และไม่มีที่ใดในโลกนี้ที่หัวรบนิวเคลียร์สหรัฐฯ ไปไม่ถึง
สหรัฐฯ แสดงเจตจำนงมาโดยตลอด ที่จะถือครองอาวุธนิวเคลียร์ไว้ เพื่อเผชิญหน้ากับความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติในระดับสูงสุด ที่กระทบต่อความอยู่รอดของชาติ (Survival Interest) กับใช้เพื่อการป้องปรามทางยุทธศาสตร์
รัสเซีย กำลังรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย ประกอบด้วย ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ICBMs , อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers รวมทั้งสิ้น 1,174 ฐานยิง ถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 5,972 นัด และรวมอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT มากกว่า 2,800 Megaton
รัสเซีย เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพเป็นรองก็แต่เพียงสหรัฐฯ มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุมทั่วโลก ด้วยขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป (ICBMs) อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ (SLBMs) และเครื่องบินทิ้งระเบิด (Bombers) โดยมีจำนวนฐานยิง และจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ มากกว่าสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิบัติการนิวเคลียร์ (Nuclear Operations) ต่อสหรัฐฯ จะใช้เส้นทางผ่านขั้วโลกเหนือเป็นหลัก กับการใช้เรือดำน้ำนิวเคลียร์ เล็ดลอดเข้าไปจ่อยิง เพื่อให้มีเวลาการป้องกันเหลือน้อยที่สุด เป็นที่คาดกันว่าหัวรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย จะสามารถฝ่าข่ายการป้องกันของสหรัฐฯ ไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ 1/3 ของสหรัฐฯ ถูกทำลายสิ้น ดังนั้น กำลังรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย จึงถือเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ต่อสหรัฐฯ
อิสรา เอลอิสราเอล มิได้ประกาศตนว่า เป็นชาติที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ หากแต่บางแหล่งข่าวอ้างว่า อิสราเอล อาจถือครองหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอำนาจการทำลายต่ำ (ประมาณ 1 กิโลตัน) อยู่ถึง 200 นัด แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าสังเกตนิวเคลียร์จะยังไม่เคยตรวจพบการทดลอง หรือการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลแต่อย่างไรก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริง อิสราเอล สามารถเข้าถึง รายละเอียดข้อมูลนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ได้
นอกจากนั้น อิสราเอล ยังถือครองขีปนาวุธ JERICHO I ระยะยิง 660 กิโลเมตร และ JERICHO II ระยะยิง 1,500 กิโลเมตรที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ รวมทั้ง จรวด SHAVIT ที่ใช้ในการปล่อยดาวเทียมของอิสราเอล ก็สามารถดัดแปรเพื่อนำส่งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ระยะยิง 7,800 กิโลเมตรได้เช่นกัน ทำให้อิสราเอล กลายเป็นชาติที่มีความพร้อมอย่างยิ่งในการถือครองอาวุธนิวเคลียร์
อินเดีย กำลังรบนิวเคลียร์ของอินเดีย ประกอบด้วยขีปนาวุธ ปริวิ (PRITHVI) SS-250 ระยะยิง 200 กม. และขีปนาวุธ อัคนี (AGNI) ระยะยิง 1,500-2,000 กม.ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ และเครื่องบินขับไล่โจมตี SU-30MK ที่ใช้ในการปฏิบัติการนิวเคลียร์ โดยถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 85 นัด ทั้งนี้เชื่อว่าอินเดียอยู่ระหว่างการพัฒนาเรือดำน้ำที่สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนิวเคลียร์ได้อีกด้วย
อินเดีย เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุม จีน ปากีสถาน อิหร่าน คาซัคสถาน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางส่วน ตลอดจน ยังมีการประเมิว่า อินเดีย มีขีดความสามารถที่จะโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ด้วยขีปนาวุธ AGNI ที่มีระยะยิงสูงสุด 2,000 กิโลเมตร
ปากีสถาน กำลังรบนิวเคลียร์ของปากีสถาน ประกอบไปด้วยขีปนาวุธที่นำเข้าจากจีน ประมาณ 30 นัด รวมทั้งขีปนาวุธ HALF-3 ระยะยิง 600 กม.และขีปนาวุธ GHAURI ระยะยิง 600 กม.ที่พัฒนาผลิตขึ้นใช้เอง จำนวนหนึ่ง โดยคาดว่าถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 25 นัด
ปากีสถาน เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุม อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย เยเมน โอมาน คูเวต คาซัคสถาน และภาคตะวันตกของจีน ตลอดจน มีการประเมินว่าปากีสถาน มีขีดความสามารถที่จะโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับอินเดีย ด้วยขีปนาวุธ CHAHEEN II ที่มีระยะยิงสูงสุด 2,000 กิโลเมตร
เกาหลีเหนือ กำลังรบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ จากข้อมูลข่าวสารการข่าวกรอง ยังไม่อาจยืนยันได้แน่นอนว่ามีศักยภาพในการปฏิบัติการนิวเคลียร์จริงหรือไม่ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าสังเกตนิวเคลียร์ ตรวจพบการทดสอบนิวเคลียร์ เมื่อปี พ.ศ.2549 และเกาหลีเหนือ อ้างว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบ อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือ มีศักยภาพในระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธหลายแบบ เช่น Taepo Dong II ซึ่งมีระยะยิงไกลถึง 6,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ มีผู้เชื่อว่า หากเกาหลีเหนือถือครองหัวรบนิวเคลียร์ไว้จริง ก็ไม่น่าเกิน 10 นัด และอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT ของแต่ละนัดน่าจะน้อยกว่า 1 กิโลตัน ใกล้เคียงกับหัวรบนิวเคลียร์ที่เคยใช้โจมตีญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
เกาหลีเหนือ เป็นประเทศถือครองระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธ และอาจถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ ๑๐ นัด อำนาจการทำลายนัดละประมาณ ๑ กิโลตัน ขีดความสามารถของระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ สามารถโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์ครอบคลุม ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนสามารถโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ได้ทุกเป้าหมาย
อิหร่าน เป็นประเทศที่ถือครองระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธ แม้ยังไม่มีหัวรบนิวเคลียร์ แต่ความมุ่งมั่นในโครงการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม (Uranium Enrichment) อาจทำให้อิหร่าน สามารถเตรียมสารยูเรเนียมเข้มข้น เพียงพอที่จะผลิตหัวรบนิวเคลียร์ได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ขีดความสามารถของระบบซัดส่งที่เป็นขีปนาวุธที่อิหร่านถือครอง เช่น Taepo Dong II ระยะยิง 6,000 กิโลเมตร สามารถโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์ครอบคลุม ทวีปยุโรป เอเชีย และแอฟริกา รวมทั้ง ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทุกเป้าหมายในพื้นที่เหล่านั้น
ข้อพิจารณาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
1. จากการที่ประเทศต่าง ๆ อาทิ จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ รวมถึงอิหร่านได้มีการพัฒนาขีปนาวุธของตนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นภัยอันตรายต่อสันติสุขของโลกอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธแห่งชาติต่อไป โดยโครงการป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ได้ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 92,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธที่ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก แต่หากสหรัฐฯ ชะลอการพัฒนาระบบดังกล่าว ก็อาจเป็นเงื่อนไขให้ประเทศที่มีขีปนาวุธข้ามทวีปอยู่แล้ว หรือกำลังพัฒนาอยู่ในปัจจุบัน สามารถดำเนินการปรับปรุงขีปนาวุธของตน ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจนสามารถเอาชนะข่ายการป้องกันขีปนาวุธแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้
2. การแข่งขันการพัฒนาอาวุธฯ ของแต่ละฝ่าย ย่อมจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคโดยรวม ทั้งอาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดการรวมขั้วของจีน รัสเซียและเกาหลีเหนืออย่างแน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น สำหรับผลกระทบต่อไทยยังอยู่นอกเหนือวิสัยที่ไทยจะดำเนินการใด ๆ แม้ไทยจะมีความเป็นกลาง และมีความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่าย แต่การอยู่ในรัศมีทำการของขีปนาวุธข้ามทวีปทั้งจากเกาหลีเหนือ และจีน ย่อมส่งผลกระทบในแง่จิตวิทยา และความไม่ปลอดภัยต่อภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยสามารถกระทำได้ คือ การแสดงออก และเรียกร้องให้เกิดการสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาขัดแย้งขยายตัวเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคมากยิ่งขึ้น
2. การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของชาติต่าง ๆ
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง มีประเทศต่าง ๆ ทดลองและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จนประสบผลสำเร็จ ดังนี้
2.1 สหภาพโซเวียตในยุคของสงครามเย็น สหภาพโซเวียตหวาดระแวงในมหันตภัยของอาวุธร้ายนิวเคลียร์ที่สหรัฐอเมริกาครอบครองอยู่ จึงขยายอิทธพลเข้าไปยุโรปตะวันออกเพื่อสร้างประเทศบริวารเครือข่าย มีการพัฒนาด้านการทหารและอาวุธนิวเคลียร์จนประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1949 นับตั้งแต่นั้นมาชาติมหาอำนาจทั้งสองต่างแข่งขันกันสะสมอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง
2.2 การแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ทำให้โลกก้าวเข้าสู่ยุคของสงครามเย็น ในสมัยนั้นมีชาติต่าง ๆ ทดลอง พัฒนา และมีระเบิดนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองเช่นเดียวกัน เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน และอินเดีย เป็นต้น
2.3 อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ คือ อาวุธนิวเคลียร์ที่สร้างขึ้นเพื่อทำลาย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารของฝ่ายศัตรู อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
(1) เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล
(2) ขีปนาวุธข้ามทวีป
(3) ขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำ
3. การเจรจาอาวุธนิวเคลียร์
3.1 นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 – 1991 สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตต่างตระหนักถึงผลร้ายของการแข่งขันกันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงไว้เป็นจำนวนมาก เพราะถ้ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยดีพออาจเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันและทำให้เกิดสงครามล้างโลกได้ ทั้งสองฝ่ายจึงหันหน้าเจรจากันและประสบผลสำเร็จ ดังนี้
(1) สนธิสัญญาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ ฉบับที่ 1 (Salt -I) ค.ศ. 1972
(2) สนธิสัญญาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ ฉบับที่ 2 (Salt -II) ค.ศ. 1979
(3) สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง ค.ศ. 1987
(4) สนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (START) ค.ศ. 1991
3.2 สนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (START) ค.ศ. 1991 เป็นฉบับล่าสุด มีสาระสำคัญคือ ทั้งสองประเทศจะลดจำนวนขีปนาวุธเหลือเพียงไม่เกินฝ่ายละ 9,000 ลูก และจำกัดหัวรบนิวเคลียร์ให้เหลือเพียงฝ่ายละ 4,900 หัวรบเท่านั้น


ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http.//th.wikipedia.org.wiki
( วิทยา ปานะบุตร. 2550 : 122-123)

การยกพลขึ้นบกในวันดี เดย์ (D-Day)

แผนที่การยกพลขึ้นบกในวัน ดี เดย์

การยกพลขึ้นบกในวันดี เดย์ (D-Day)

การยกพลขึ้นบกของฝ่ายพันธมิตร ที่หาดนอร์มังดี ของฝรั่งเศสในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 หรือที่เรียกว่าวัน ดี เดย์ จะเห็นเมืองแชร์บูรกก์ (Cherbourg) อยู่ทางซ้ายมือของแผนที่ ถัดมาคือหาดยูท่าห์ (Utah) โอมาฮ่า (Omaha) โกลด์ (Gold) จูโน (Juno) และซอร์ด (Sword) สีแดงคือกำลังของฝ่ายเยอรมัน จะเห็นกำลังของกองพลยานเกราะที่ 21 (21st Panzer Division) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองคานส์ (Caen) ถัดมาทางขวา จะเห็น กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน (12th SS. Panzer Division Hitler Jugend) ทางขวาล่างของแผนที่จะเห็นกองทัพ บี ของจอมพล เออร์วิน รอมเมล ผู้รับผิดชอบกำแพงแอตแลนติค ต่อต้านการยกพลขึ้นบกของฝ่ายพันธมิตร
1. เหตุการณ์การยกพลขึ้นบกในวันดี เดย์ (D-Day)
เหตุการณ์ที่กองกำลังพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี (Normandy) ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939-1945) มีความเป็นมา ดังนี้
1.1 ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเยอรมนีบุกเข้ายึดครองดินแดนประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปได้จำนวนมาก จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 จึงยึดกรุงปารีสของฝรั่งเศสได้เท่ากับว่าทวีปยุโรปเกือบทั้งหมดตกอยู่ในอำนาจของกองทัพเยอรมนี
1.2 กองทหารพันธมิตรได้ประชุมวางแผนร่วมกันเพื่อเผด็จศึกกองทัพนาซี และปลดปล่อยยุโรปจากการยึดครองของเยอรมนี โดยใช้แผนการรบที่สำคัญ คือ การยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ที่หาดนอร์มังดีของฝรั่งเศส ในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ซึ่งเรียกว่า “วันดี-เดย์” (D-Day)
2. ความสำคัญของวันดี-เดย์ (D-Day)
เหตุการณ์ที่กองกำลังของฝ่ายพันธมิตนยกพลขึ้นบกในวันดี-เดย์ มีความสำคัญมำฝห่เกิดกสนเปลี่ยนแปลงต่อโลก ดังนี้
2.1 ฝ่ายพันธมิตรได้รับชัยชนะ ถือว่าเป็นชัยชนะในการรบทางทะเลครั้งสำคัญที่สุด เพื่อปลดปล่อยยุโรปจากการยึดครองของเยอรมนี เป็นการยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งความสำเร็จเกิดจากฝ่ายพันธมิตรได้เตรียมวางแผนการรบเป็นอย่างดี
2.2 แผนปฏิบัติการรบใช้ยุทธวิธีแบบผสม เรียกว่า “ปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก” หรือปฏิบัติการสามทาง คือ เป็นการรบทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ผสมผสานกัน โดยใช้ทหารกว่า 150,000 คน เรือรบ 1,200 ลำ และเครื่องบินรบกว่า 9,000 ลำ
2.3 ชัยชนะในเหตุการณ์วันดี-เดย์ เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดพลิกผันที่ทำให้ฝ่ายพันธมิตรได้รับชัยชนะ จึงถือว่าเป็นการยุทธ์เพื่อเสรีภาพ (Battle of Freedom) ทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในเวลาอีก 1 ปี ต่อมา
ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http.//th.wikipedia.org.wiki
(วิทยา ปานะบุตร. 2550 : 121-122)

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ค.ศ. 1929






ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ค.ศ. 1929
1. ความสำคัญของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ค.ศ.1929
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ค.ศ. 1929 เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาแต่มีผลกระทบต่อนานาประเทศทั่วโลก และเป็นสาเหตุประการหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากชาติมหาอำนาจ เช่น เยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น ใช้วิธีแก้ไขปัญหาโดยการขยาดดินแดนเพื่อใช้เป็นแหล่งทรัพยากร วัตถุดิบและฐานทางเศรษฐกิจของตน
2. สาเหตุของปัญหาวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ค.ศ. 1929
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1929 มีสาเหตุ ดังนี้
2.1 ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรมีมากเกิดความต้องการทำให้ราคาตกต่ำ และมูลค่าการส่งออกก็ลดลงด้วย ในขณะเดียวกันเกษตรกรประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุนและมีภาระหนี้สินมาก
2.2 การขยายตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง ทำให้สินค้าอุตสาหกรรมมีราคาสูงแต่กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับมีน้อยสินค้าจึงเหลือล้นตลาด และเป็นสาเหตุทำให้กิจการของธุรกิจภาคอุตสาหกรรมต้องล้มละลาย
2.3 การชำระหนี้ค่าปฏิกรรมสงครามของประเทศผู้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเฉพาะเยอรมนี ถูกบังคับให้ผ่อนชำระเป็นรายปี (ปีละ 100 ล้านปอนด์) เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และทำให้ค่าของเงินมาร์กของเยอรมนีขาดเสถียรภาพและมีค่าลดต่ำลงจนเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจตามมา
2.4 การเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐอเมริกา มีผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างมาก เช่น การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลดลง สินเชื่อหรือเงินกู้ และเงินลงทุนของสหรัฐฯในประเทศต่างๆ ก็ลดลงด้วย เป็นผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในประเทศอื่นๆ ตามมา
3. ผลกระทบของวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ค.ศ. 1929 ที่มีต่อโลก
ภาวะวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ค.ศ. 1929 ที่เกิดในสหรัฐอเมริกา ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก สรุปเฉพาะที่สำคัญได้ ดังนี้
3.1 ผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ในยุโรป เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดสินค้าขนาดใหญ่ของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปลดลง และสหรัฐฯ ยังลดปริมาณเงินกู้และการลงทุนในยุโรปลงอีกด้วย ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในประเทศต่าง ๆ ของยุโรปตามมา
3.2 ผลกระทบต่อประเทศญี่ปุ่น คือ ปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าญึ่ปุ่นในตลาดโลก
ลดลง อัตราการว่างงานจึงขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น และต้องประสบปัญหาขาดดุลการค้าอย่างหนัก ญี่ปุ่นจึงแก้ปัญหาโดยการขยายดินแดนเข้ายึดครองแมนจูเรียของจีน ในปี ค.ศ.1931
3.3 ผลกระทบต่อประเทศไทย ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของโลก ปี ค.ศ. 1929 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ประเทศไทยต้องประสบปัญหาการขาดดุลการค้า สินค้าออกของไทย เช่น ข้าว ไม้สัก และดีบุก มีราคาตกต่ำ ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475






ที่มา : วิกิพิเดีย สารานุกรมเสรี http.//th.wikipedia.org.wiki

(วิทยา ปานะบุตร. 2550 : 120-121)



การปฏิวัติดาร์วิน






ทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตของชาลส์ ดาร์วิน
ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นผู้นำเสนอ “ทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต” ( Theory of Evolution ) ซึ่งสาระสำคัญที่สรุปได้คือ “การอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด”
1. การปฏิวัติดาร์วิน
ผลจากการนำเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการของชาลส์ ดาร์วิน คือ มีผู้นำทฤษฎีของชาลส์ ดาร์วิน ไปประยุกต์ใช้โดยอธิบายถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมและแนวคิดในการจัดระเบียบสังคมในขณะนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้คนและสังคมตะวันตกในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เรียกว่า “การปฏิวัติดาร์วิน”
1.1 เกิดแนวคิดสังคมแบบดาร์วิน มีผู้นำทฤษฎีของดาร์วินไปใช้อธิบายอ้างอิงให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจหรือระบบนายทุนและลัทธิชาตินิยม กล่าวโดยสรุปคือ “ คนที่แข็งแรงที่สุดหรือชาติที่เข้มแข็งที่สุดเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้ “
ความเหลื่อมล้ำทางสังคมของมนุษย์จึงเป็นผลมาจากความสามารถที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ

1.2 เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากฝ่ายคริสตจักร ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินถูกพระสันตะปาปา ( Pope ) ประมุขของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกโจมตีอย่างรุนแรง เพราะขัดต่อหลักคำสอนในพระคัมภีร์ที่ว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งมวล มนุษย์มิได้มีวิวัฒนาการมาจากลิงแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม มีชาวคริสต์เป็นจำนวนมาก ทั้งฝ่ายที่นับถือนิกายโรมันคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนต์เชื่อถือในทฤษฎีของดาร์วิน

2. ผลกระทบของลัทธิดาร์วินที่มีต่อโลก
แนวความคิดของลัทธิดาร์วิน มีผลกระทบทำให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนี้
2.1 เกิดแนวคิดในระบบธุรกิจการค้าสมัยใหม่ของโลกทุนนิยม คือ ระบบของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นการสะท้อนถึงการอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุดตามกฎของธรรมชาติ ดังนั้นจึงเป็นความชอบธรรมที่จะต้องแข่งขันพัฒนาการผลิตของตนให้เหนือกว่าคู่แข่ง
2.2 เกิดการขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยม มีผู้นำทฤษฎีของดาร์วินไปขยายว่าคนผิวขาวเป็นชนชาติที่เหนือกว่าคนผิวดำและคนผิวเหลือง และนำไปอ้างว่าเป็น “ภาวะของคนผิวขาว” ซึ่งมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเข้าไปปกครองดินแดนที่ล้าหลังและด้อยความเจริญในทวีปแอฟริกาและเอเชีย เป็นผลให้ชาติมหาอำนาจในยุโรปแข่งขันกันล่าอาณานิคมในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา
2.3 การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ความเชื่อที่ว่า ชนผิวขาวเป็นเผ่าพันธุ์ที่เกิดจากการเลือกสรรแล้วของธรรมชาติ ทำให้เกิดการสังหารผู้คนในดินแดนอาณานิคมต่าง ๆ รวมทั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรปเกือบ 6 ล้านคนในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2โดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำเยอรมันในสมัยนั้น
2.4 ความเจริญก้าวหน้าทางด้านชีววิทยา จากทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตของดาร์วิน กระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลัง ๆ ค้นคว้าทดลองจนเกิดความรู้ใหม่ ๆ ทางด้านชีววิทยา ดังนี้
2.4.1 ความรู้เรื่องพันธุกรรมโดยเกรเกอร์ (Greger Mendel) ชาวออสเตรียได้ค้นพบวิธีถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิตจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาเรื่องการผสมพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์
2.4.2 การค้นพบเรื่องดีเอนเอ (DNA) ซึ่งเป็นสารเคมีที่พบในโครโมโซมที่เป็นส่วนหนึ่งในนิวเคลียสของเซลล์ ทำหน้าที่สืบทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตจากรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อไป
2.4.3 การตัดต่อ DNA ระหว่างสิ่งมีชีวิตจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวก เรียกว่า “วิศวพันธุกรรม” หรือ GMO ทำให้ได้พืชหรือสัตว์ตามลักษณะที่ต้องการ
นับตั้งแต่สงครามนโปเลียนในยุโรปสิ้นสุดลง ความสำเร็จและความก้าวหน้าทางสาขาวิชาวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้คริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้ชื่อว่า "ยุคทองของวิทยาศาสตร์" ชาวยุโรปเกิดความเชื่อมั่นในการเรียนรู้และแสวงหาความจริงมากขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตหรือชีววิทยา
หลังจากที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin, ค.ศ. 1809 – 1882) นักวิทยาศาสตร์และนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ได้นำเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่างๆ และการอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด (survival of the fittest) ทฤษฎีของเขาก็ถูกนักคิดตะวันตกแทบทุกสาขา รวมทั้งมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นำไปใช้อธิบายถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ทางสังคม ส่งผลต่อแนวคิดในการจัดระเบียบสังคมในขณะนั้นและในอนาคต จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความคิดและสังคมครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “การปฏิวัติดาร์วิน”
ลัทธิดาร์วิน (Darwinism) ความสนใจในด้านธรรมชาติวิทยาและชีววิทยาของดาร์วินเกิดขึ้นเมื่อเขาได้มีโอกาสเดินทางรอบโลกกับเรือรบของอังกฤษเป็นเวลา 5 ปี เพื่อศึกษาธรรมชาติและทำการสำรวจทางวิทยาศาสตร์
ในปี ค.ศ. 1859 ดาร์วินได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อ On the Origin of Species by Means of Natural Selection on the Preservation of Favoured Races in the Struggle for Life หรือต่อมาเรียกสั้นๆ ว่า Origin of Species (กำเนิดสรรพชีวิต) ดาร์วินเสนอความเห็นว่าในโลกของอินทรียวัตถุ สัตว์และพืชที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับธรรมชาติที่สุดเท่านั้นจึงจะมีชีวิตรอดได้
สิ่งมีชีวิตจำต้องมีวิวัฒนาการหรือการปรับเปลี่ยนลักษณะบางประการให้มีลักษณะพิเศษและสอดคล้องกับสภาพรอบตัวให้มากที่สุด ซึ่งก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตใหม่ๆ หลายชนิดและผู้ที่เหมาะสม ที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้ ดาร์วินเรียกว่า “การเลือกสรรของธรรมชาติ” (natural selection) ซึ่งถือว่าเป็นแก่นความคิดหรือหัวใจของลัทธิดาร์วิน
ดังนั้น ในความคิดของดาร์วิน บรรพบุรุษของสรรพชีวิต รวมทั้งมนุษย์ด้วย อาจมีเพียง 4 - 5 ชนิด ก่อนที่จะเกิดวิวัฒนาการจากสิ่งมีชีวิตง่ายๆ ไปสู่สิ่งที่มีชีวิตซับซ้อนและแตกแขนงต่อไป ในเวลาต่อมา หนังสือเรื่อง The Descent of Man ของเขาได้สรุปว่าบรรพบุรุษของมนุษย์มีเชื้อสายแยกมาจากสายพันธุ์ของลิง และมนุษย์ก็เป็นวิวัฒนาการอันสมบูรณ์ขั้นสุดท้ายในวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
Origin of Species จัดว่าเป็น “หนังสือที่สร้างความสั่นสะเทือนแก่โลก” เล่มหนึ่งและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหนังสือ The Mathematical Principles of Natural Knowledge (ค.ศ. 1687) และการค้นพบความโน้มถ่วงของเซอร์ไอแซค นิวตัน ( ค.ศ. 1642 - 1727) ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์ทางวิทยาศาสตร์
ลัทธิดาร์วินกับคริสต์ศาสนา ในระยะแรกๆ ลัทธิดาร์วินถูกต่อต้านจากองค์กรคริสต์ศาสนาและผู้นับถือคริสต์ศาสนาส่วนหนึ่งเป็นอันมาก เพราะแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการของดาร์วินขัดแย้งกับคัมภีร์ไบเบิลที่กล่าวว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งปวง ทั้งยังทรงสร้างมนุษย์ให้มีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับพระองค์และมนุษย์ก็เป็นสิ่งสมบูรณ์ทุกประการ ไม่ใช่สืบสายพันธุ์มาจากลิง ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินจึงก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงที่เรียกกันว่า “การทำสงครามของวิทยาศาสตร์กับเทววิทยา”
ใน ค.ศ. 1864 สันตะปาปาไพอัสที่ 9 ทรงออกจุลสารชื่อว่า A Syllabus of the Principal Errors of Our Times สาปแช่งแนวคิดทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์ที่ขัดต่อหลักปฏิบัติและความเชื่อที่มีมาแต่อดีต และยังทรงจัดการให้สภาคริสตจักรออกแถลงการณ์ว่าด้วย "หลักการอันถูกต้องดีพร้อมของสันตะปาปา" (Doctrine of Papal Infallibility) ที่ให้อำนาจสันตะปาปาอย่างกว้างขวางและเป็นทางการ โดยกำหนดว่าทุกอย่างที่สันตะปาปากระทำหรือมีพระวาจาในเรื่องเกี่ยวกับศรัทธาและศีลธรรมให้ถือว่าถูกต้องสูงสุด โดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ
อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ดังกล่าวกลับก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากคริสต์ศาสนิกชนทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ในอิตาลี ฝรั่งเศสและดินแดนเยอรมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกเสรีนิยมและชาตินิยมที่เห็นว่าท่าทีและแนวคิดของสันตะปาปาแสดงถึงโลกทัศน์ที่คับแคบและพยายามจะฟื้นฟูอำนาจของตนเองให้เหนือกว่าอำนาจของรัฐชาติ ต่อมาเมื่อสันตะปาปาลีโอที่ 13 ขึ้นสืบทอดตำแหน่ง สันตะปาปาก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีเป็นการประนีประนอมมากขึ้น คริสต์ศาสนจักรโรมันคาทอลิกจึงยอมยุติการต่อต้านการค้นพบใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ขัดกับหลักการของคริสต์ศาสนา แต่สำหรับทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตของดาร์วินนั้น สันตะปาปายังทรงต่อต้านต่อไป
อย่างไรก็ตามผู้นับถือคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิกจำนวนมากก็พยายามหาหนทางเพื่อประนีประนอมความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์กับเทววิทยา จนก่อให้เกิดความเชื่อในหมู่ผู้นับถือนิกายคาทอลิกว่าพระเป็นเจ้าทรงสร้างจักรวาล แต่ก็ทรงปล่อยให้จักรวาลวิวัฒนาการไปอย่างอิสระเหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ส่วนพวกโปรเตสแตนต์ที่แตกแยกกว่า 300 นิกายต่างก็มีคำตอบที่แตกต่างกัน บางพวกที่ยึดถือคัมภีร์ไบเบิลเป็นอำนาจสูงสุดไม่อาจประนีประนอมกับทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตได้ แต่บางกลุ่มที่เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนและความสามารถของปัจเจกชนในการแสวงหาศรัทธาและความสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้าสามารถหาข้อสรุประหว่างศรัทธากับเหตุผลได้ในที่สุด
แนวคิดสังคมแบบดาร์วิน (Social Darwinism) ทฤษฎีของดาร์วินได้ถูกนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ในศาสตร์อื่นๆ และสังคมด้วย เช่น จิตวิทยา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เรียกว่า แนวคิดสังคมแบบดาร์วิน ซึ่งวอลเตอร์ แบเจต (Walther Bagehet) นายธนาคารและนักรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษเป็นบุคคลแรกที่คิดคำนี้ขึ้นมาและปรากฏเป็นครั้งแรกในงานเขียนของเขาเรื่อง Physics and Politics : Thought on the Application of the Principles of Natural Selection and Inheritance to Political Science (ค.ศ. 1872)
สำหรับแบเจต การดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชนด้วย มิใช่แต่ปัจเจกชนเท่านั้น ประชากรที่ดิ้นรนและได้รับชัยชนะย่อมดีกว่าประชากรที่พ่ายแพ้และถูกทำให้สูญหายไป โดยนัยนี้ ชาติที่เข้มแข็งเท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้
แนวคิดสังคมแบบดาร์วินได้รับการตอบรับอย่างดีในวงการธุรกิจอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัวไปทั่วยุโรปในขณะนั้น โดยเฉพาะกลุ่มนายทุนที่ผูกขาดการลงทุน ซึ่งถือว่าการดำเนินธุรกิจที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและการเอารัดเอาเปรียบนั้นเป็นความชอบธรรม เพราะพวกเขากำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอด และคนที่แข็งแรงที่สุดและเหมาะสมที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างคนมีกับคนจนหรือปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมจึงเป็นผลมาจากพลังความสามารถที่แตกต่างกันระหว่างชนชั้นดังกล่าว ซึ่งเป็นผลมาจากการเลือกสรรของธรรมชาติด้วย
ส่วนผู้ที่นิยมในลัทธิจักรวรรดินิยม แนวคิดสังคมแบบดาร์วินได้ถูกนำมาสรุปเรื่องความเหนือกว่าของคนขาวต่อคนผิวดำและผิวเหลือง ทำให้คนขาวมีสิทธิอันชอบธรรมและมีหน้าที่ปกครองพวกที่ด้อยกว่าตน แนวคิดนี้แพร่หลายมากในอังกฤษ รวมทั้งในจักรวรรดิเยอรมัน และยังมีอิทธิพลต่อบรรดาผู้นำในประเทศต่างๆ อีกด้วย มีการอ้าง "ภาระหน้าที่ของคนขาว" (The White Man's Burden) ในการนำอารยธรรมที่สูงกว่าไปเผยแพร่ในดินแดนด้อยอารยธรรม โดยไม่ต้องสนใจประชาชนที่ถูกคุกคามเพราะเป็นการนำอารยธรรมอันสูงส่งไปมอบให้
นอกจากนี้ หลักการของดาร์วินเรื่องการอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุดก็มีส่วนกระตุ้นให้มหาอำนาจยุโรปแข่งขันกันเองเพื่อขยายอิทธิพลและอำนาจของตนมากยิ่งขึ้น จนเกิดการแย่งชิงดินแดนในทวีปต่างๆ และก่อให้เกิดความขัดแย้งกันจนกลายเป็นสาเหตุหนึ่งของสงครามโลก
เรื่องความเหนือกว่าของเผ่าพันธุ์ที่เกิดจาก "การเลือกสรรของธรรมชาติ" ของดาร์วินยังกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่คนขาวในการทำสงครามและเข่นฆ่าคนสีผิวอื่นๆ ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา รวมไปถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่และน่าสลดใจที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ 1939 - 1945) เมื่อฮิตเลอร์ใช้ “มาตรการแก้ปัญหาชาวยิวครั้งสุดท้าย” (Final Solution) กำจัดชาวยิวทั่วยุโรปไปถึงเกือบ 6,000,000 คน
อย่างไรก็ดี ทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตของดาร์วินได้เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างมากในเวลาต่อมา ได้มีการค้นพบทฤษฎีพืชและสัตว์ใหม่ๆ นักชีววิทยาที่สำคัญที่ประสบความสำเร็จในการทดลองค้นคว้างานทางพันธุกรรมได้แก่ เกรเกอร์ เมนเดล (Greger Mendel ค.ศ.1822 - 1884) ผู้ค้นพบวิธีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อไป จากนั้นต่อมา นักชีววิทยาก็ค้นพบว่าดีเอ็นเอซึ่งเป็นสารเคมีที่พบในโครโมโซม ทำหน้าที่สืบสานลักษณะทางพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นต่อไป
จึงอาจกล่าวได้ว่าคำกล่าวของดาร์วินที่ว่าสิ่งมีชีวิตต่างได้รับการถ่ายทอดลักษณะบางอย่างมาจากบรรพบุรุษนั้น ได้รับการสนับสนุนจากผลงานการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน-



ที่มา (สัญชัย สุวังบุตรและอนันต์ชัย เลาหะพันธุ. 2551 )

เหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อโลกและมนุษยชาติ

จุดประสงค์การเรียนรู้
เหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและต่อมนุษยชาติ
1. ผู้เรียนยกตัวอย่าง และวิเคราะห์สาเหตุของเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อโลกในยุคปัจจุบันได้
2. ผู้เรียนสามารถอธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆของโลกได้อย่างถูกต้องและปราศจากอคติ

3. ผู้เรียนสามารถนำความรู้และข้อมูลที่ได้รับไปวิเคราะห์สถานการณ์โลกได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล
เฉลยสอบก่อนเรียน  20.ข 19.ค 18.ก 17.ก 16.ง 15.ค 14.ก 13.ข 12.ก 11.ข 10.ง 9.ก 8.ก 7.ข 6.ค 5.ข 4.ก 3.ค 2.ข 1.ก

1. เหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและต่อมนุษยชาติ
ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีเหตุการณ์สำคัญของโลกที่มีผลกระทบต่อมนุษยชาติและความเปลี่ยนแปลงของโลก สรุปได้ดังนี้
1.1 การปฏิวัติดาร์วิน ( The Darwinian Revolution )
1.2 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ค.ศ.1929
1.3 การยกพลขึ้นบกในวันดี-เดย์ ( D – Day )
1.4 การสะสมและการลดอาวุธนิวเคลียร์
1.5 การปฏิรูปประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน
1.6 การล่มสลายของสหภาพโซเวียต
1.7 วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชีย
1.8 ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
1.9 เหตุการณ์การก่อการร้ายวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001

เชื่อมโยงความรู้ตามมาตรฐาน ส 4.2 เพื่อนำไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ 4.2.3


ลำดับขั้นการเข้าศึกษา (คลิกแถบลิงก์ ที่ Home หน้าหลัก ) คลิก ดูหนังวีดีโอเกี่ยวกับสงครามความขัดแย้งแล้ว ดู ฟัง จำ จบแล้ว คลิก ทำแบบทดสอบก่อนเรียนตามลำดับหัวข้อเรื่อง(1,2,3..) เสร็จแล้ว คลิก ศึกษาเนื้อเรื่องตามลำดับ (1,2,3...) คลิก ทำกิจกรรมใบงานตามลำดับ (1,2,3...) คลิก ทำแบบทดสอบหลังเรียนเมื่อศึกษาเนื้อเรื่อง ทำกิจกรรมใบงานเสร็จในแต่ละหัวข้อเรื่อง ขอให้เข้าศึกษาและทำกิจกรรมได้รับความรู้ ความบันเทิงอย่างมีความสุข
ช่วงชั้นที่ 4 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับความขัดแย้ง ความร่วมมือและการสร้างสันติภาพของโลก
มาตรฐาน ส 4.2
เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในแง่ความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น
ก่อนเข้าศึกษาเนื้อหาความรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ 4.2.3 ให้ผู้เข้าศึกษาได้อ่านทำความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบันก่อนนะครับ จะได้เข้าใจ สาเหตุ ปัญหา เหตุการณ์ที่เกิดความขัดแย้ง และการร่วมมือกันเพื่อรักษาสันติภาพของโลกดีขึ้น
มาตรฐานการเรียนรู้ 4.2.3
วิเคราะห์ผลงานของมนุษยชาติที่นำไปสู่ความร่วมมือและความขัดแย้งตลอดจนแนวทางในการประสานประโยชน์เพื่อสันติภาพของโลก

สาระสำคัญ
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้แสดงถึงความขัดแย้งในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ การทหาร รวมไปถึงวัฒนธรรม มักก่อให้เกิดปัญหาจนเป็นประเด็นนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียและความทุกข์แก่มนุษยชาติโดยรวม ประชาชาติต่างๆจึงได้พยายามแสวงหาหลักประกันเกี่ยวกับสันติภาพและความปลอดภัยเพื่อให้เกิดความมั่นคง รวมไปถึงการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยการร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การการแสวงหา"สันติภาพ"ในระยะยาว พร้อมกับลดทอนความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีความแตกต่างในอุดมการณ์ทางการเมือง เชื่อชาติหรือศาสนา รวมไปถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศอันเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ

จุดประสงค์การเรียนรู้
พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
1. ผู้เรียนสามารถอธิบายปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการสร้างสรรค์ทางอารยธรรมได้
2. ผู้เรียนสามารถเล่าถึงพัฒนาการของมนุษย์จากอดีตถึงปัจจุบันได้

3. ผู้เรียนสามารถอธิบายปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาของชาติไทยได้
4. ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มการพัฒนาการของมนุษยชาติในอนาคตได้

พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการสร้างสรรค์อารยธรรมของยุคก่อนประวัติศาสตร์
สภาพภูมิศาสตร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์มีลักษณะสำคัญเป็นระยะที่น้ำแข็งปกคลุมโลกมนุษย์ต้องหลบหนีอาศัยในเขตอบอุ่น ข้อสันนิษฐานว่าที่อยู่อาศัยคงยังไม่เป็นหลักแหล่ง พักอยู่ตามถ้ำ โพรงไม้ ป่า หรือต้นไม้ใหญ่ เป็นการชั่วคราวเพื่อกันแดดกันฝน หรือความหนาวเย็นของลมพายุลูกเห็บ สัตว์ร้าย การอพยพที่อยู่ตามแหล่งอาหารจะชุมนุมอยู่บริเวณพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากหาอาหารได้สะดวก มนุษย์มีวิวัฒนาการตามลำดับสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม การดำเนินชีวิตี่เป็นกลุ่มสังคมจากการศึกษาค้นคว้าความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์จากหลักฐานโบราณคดีทำให้ทราบว่า การตั้งถิ่นฐานการกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป และสร้างสรรค์อารยธรรมให้แก่ตนเองและชนรุ่นหลังอย่างช้า ๆ จากการประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องประดับ อาวุธ ที่อยู่อาศัย การเพราะปลูก การเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งผลงานทางศิลปะ ได้แก่ ภาพวาดตามผนังถ้ำ เป็นต้น

อารยธรรมยุคหิน
ในสมัยยุคหินตั้งแต่ยุคหินเก่าจนถึงยุคหินใหม่ สภาพทางภูมิศาสตร์เอื้ออำนวยต่อการกำเนิดอารยธรรมโดยที่มนุษย์เริ่มดำรงชีวิตแบบนายพราน อาศัยอยู่ตามถ้ำ มีเครื่องมือหินอย่างหยาบ รู้จักพึ่งธรรมชาติ คือ เริ่มรู้จักไฟ มีพิธีฝังศพ เริ่มเกิดพิธีกรรมความเชื่อทางศาสนา งานศิลปะเป็นจิตรกรรมฝาผนังรูปสัตว์ป่าเป็นส่วนใหญ่ ต่อมามนุษย์เริ่มสร้างที่พักอย่างง่าย ๆ เครื่องมือหินประณีตมากขึ้น รู้จักจับปลา เลี้ยงสัตว์ ทำการเกษตรกรรมอย่างง่าย ๆ รู้จักปั้นหม้อไหหยาบ ๆ ด้วยดินเหนียวตากแห้ง ส่วนงานจิตรกรรมเริ่มมีภาพมนุษย์ปะปนกับสัตว์ แสดงการล่า การต่อสู้ ภาพเกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ มีความเชื่อเรื่องวิญญาณ นับถือพระอาทิตย์และยกย่องเพศหญิงจนกระทั่งเปลี่ยนจากนายพรานมาเป็นเกษตรกร ถือว่าเป็นการปฏิวัติยุคหินใหม่ ทำให้มนุษย์ตั้งรกรากกับที่ดิน และพัฒนาเป็นแว่นแคว้น อาณาจักรในสมัยต่อมา มนุษย์ประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องจักร ภาชนะหม้อไหประณีตมากขึ้น หรือบางครั้งเรียกว่า ยุคหินขัด นอกจากนี้รู้จักการทอผ้า ทำเครื่องนุ่งห่ม ทำเรือ เลี้ยงสุนัข ด้านสภาพสังคมมีการจัดระเบียบตามลำดับอาวุโส ทำงานเป็นกลุ่ม ปัจจัยการผลิตคือที่ดินเป็นของส่วนรวม เริ่มเกิดเมือง ศิลปกรรมที่เด่นชัดยุคหินใหม่ คือ เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา จะเห็นได้ว่าวิถีชีวิตของมนุษย์ยุคหินเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลา ทั้งการตั้งถิ่นฐาน การเพาะปลูก การล่าสัตว์ ทำให้มนุษย์พัฒนาการสร้าง การประดิษฐ์ที่มีความประณีต มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
อารยธรรมยุคโลหะ
มนุษย์ในยุคนี้เริ่มนำทองแดงที่พบในธรรมชาติมาหลอมให้เกิดความร้อนได้ขนาดและเหมาะสมแก่การใช้สอย เนื่องจากทองแดงไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงคิดทำโลหะผสมขึ้นโดยหลอมดีบุกกับทองแดงเรียกว่า สำริด ในช่วงเวลา 3,000 – 1,000 ปีก่อนคริสตกาล สภาพสังคมของยุคเหล็กนั้นตั้งหลักแหล่งตามลุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มนุษย์ปลูกพืชโดยสัมพันธ์กับปริมาณน้ำและภูมิอากาศ มีการขุดคลองเชื่อมแม่น้ำลำธาร และป้องกันน้ำท่วม พืชไร่เสียหายเมื่อมนุษย์อาศัยรวมตัวมากขึ้น สังคมมีกฎระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับชีวิต ทรัพย์สิน จนกลายเป็นสิ่งที่สืบต่อปฏิบัติกลายเป็นกฎหมายของเมือง จัดตั้งผู้ปกครองหรือผู้นำขึ้นมีพิธีกรรมและความเชื่อกำหนดวิถีชีวิตผ่านการเคารพในพลังธรรมชาติ เช่น เทพเจ้า เจ้าป่าเจ้าเขา ภูตผี เพื่อคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ เมื่อสภาพสังคมมีความเป็นเมืองมากขึ้น มีการทำเกษตรกรรมเป็นระบบ การค้าขายแลกเปลี่ยน การประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต ตอบสนองความต้องการ ในดินแดนที่การค้าขายขยายตัวจะพัฒนาการคมนาคมจากการลากจูง จนทำลูกล้อด้วยโลหะในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง การทำรถม้า เพื่อการสัญจร
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการสร้างสรรค์อารยธรรมในยุคประวัติศาสตร์
ในยุคประวัติศาสตร์พัฒนาการของความเจริญได้กระจายอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของโลกตามแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร การสร้างสรรค์อารยธรรมในโลกตะวันออกและโลกตะวันตก จะเริ่มต้นบริเวณลุ่มแม่น้ำที่สำคัญต่าง ๆ การที่มนุษย์ค้นพบเหล็กและนำเทคนิคการหลอมละลายทำเป็นวัสดุรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ในสังคมก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจสืบเนื่องต่อมา ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการสร้างสรรค์อารยธรรมของโลกตะวันออก เป็นอารยธรรมที่เก่าแก่บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุและฮวงโห
อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ
เริ่มมีพวกอารยันเข้ารุกรานอินเดียและขับไล่ชาวพื้นเมืองดราวิเดียนให้ถอยร่นลงใต้ ต่อมาชาวอารยันได้ผสมผสานเผ่าพันธุ์กับชาวดราวิเดียน (ชนเผ่าดั้งเดิม) และรับอารยธรรมของชาวพื้นเมืองเป็นอารยธรรมของตน การก่อสร้างบ้านเรือนยังคงเป็นแบบง่าย ๆ ประชาชนรวมตัวกันอยู่เป็นหมู่บ้านและตามเมืองเล็ก ๆ ครอบครัวเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคม โดยมีผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว สภาพของชุมชนเกิดขึ้นในลักษณะหลาย ๆ ครอบครัวเป็นหมู่บ้านและหลายหมู่บ้านเป็นเผ่า ขึ้นอยู่กับหัวหน้าเรียกว่า ราชา (Raja) แต่ละหมู่บ้านปกครองกันเองภายใต้คณะกรรมการปกครองหมู่บ้าน
อารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโห
เริ่มจากชุมชนเกษตรกรรมที่ประสบปัญหาจากแม่น้ำที่มีอุทกภัยอยู่เสมอจนเรียกว่า แม่น้ำวิปโยค ทำให้ชุมชน เกษตรกรต้องร่วมมือกันหาทางป้องกันความเสียหาน เช่น สร้างเขื่อน และขุดคลองขนานไปกับแม่น้ำ ต่อมาวิวัฒนาการรวมตัวแบบหมู่บ้านกลานเป็นเมืองในที่สุด เนื่องจากลุ่มแม่น้ำฮวงโหเป็นสังคมเกษตรกรรม มีการควบคุมชาวนาในการขุดคูทดน้ำก่อให้เกิดชนชั้นปกครอง เป็นชนชั้นสูง มีความแตกต่างระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง การปกครองเป็นแบบนครรัฐ แต่ละเมืองมีการปกครองแบบอิสระ หัวหน้าแคว้นขึ้นตรงต่อกษัตริย์ สถานะทางสังคมมีการแบ่งอย่างชัดเจน ซึ่งจะเห็นได้จากสภาพที่อยู่ชนชั้นปกครองเป็นปราสาทขนาดใหญ่ งดงามคงทนถาวร ส่วนสามัญชน ทาส ที่อยู่ทำด้วยดินเหนียว หรืออยู่บริเวณเชิงเขา นอกจากนี้สังคมจีนเน้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติถือว่าพลังลึกลับของโลกหรือจักรวาลมีส่วนกำหนดสุขภาพ ความเจริญรุ่งเรือง โชคชะตาของมนุษย์ที่เชื่อกันในเรื่อง ฮวงจุ้ย ดังนั้นบุคคลย่อมได้รับผลกระทบเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมจึงต้องเปลี่ยนแปลงให้กลมกลืนกับพลังลึกลับแห่งจักรวาล
ข้อสรุปโลกตะวันออก หมายถึง อารยธรรมของชาติตะวันออก ซึ่งมีแหล่งอารยธรรมใหญ่ 2 แหล่ง คือ จีนและอินเดีย ทั้งทางด้านศิลปะวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาของชาติไทย
เนื่องจากลักษณะร่วมที่สำคัญของชนชาติไทย คือ เป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในการทำนาและยังชีพด้วยการเกษตร บริเวณที่ราบลุ่มจึงเป็นพื้นที่ที่มีการตั้งหลักแหล่งกันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น โยนกนคร เชียงแสน การเลือกตั้งเมืองใกล้แม่น้ำกกและแม่น้ำโขง แสดงให้เห็นถึงปัจจัยทางภูมิศาสตร์ว่ามีความสำคัญต่อการตั้งเมืองโดยเฉพาะเมืองหลวงเชียงแสน (ปัจจุบัน) หรือพันธุสิงหนตินคร เพราะเป็นผลดีในด้านการเพาะปลูก แหล่งอาหารในน้ำ แม่น้ำเป็นเส้นทางที่สะดวกและปลอดภัยกว่าการเดิน ทางในป่าซึ่งมีแต่สัตว์ร้าย การเลือกตั้งเมืองหลวง เช่น พระยามังรายแห่งอาณาจักรล้านนา ทรงเลือกที่ตั้งเมืองใหญ่อยู่ที่เวียงกุมกาม ริมแม่น้ำปิงก่อนจะย้ายมาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ (ก็อยู่ริมแม่น้ำปิง)สำหรับเมืองหลวงของไทยที่มีตั้งอยู่ในสภาพภูมิศาสตร์ที่ดีที่สุด และเป็นเมืองหลวงที่มีระยะเวลายาวนาน คือ อยุธยา เพราะภูมิประเทศตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยมีพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ มีคลองบึงจำนวนมาก ทำการเพาะปลูกได้ผลดี นอกจากนี้มีแม่น้ำสำคัญ 3 สายไหลผ่าน ได้แก่ แม่น้ำลพบุรีทางเหนือ แม่น้าป่าสักทางตะวันออก และแม่น้ำเจ้าพระยาทางตะวันตกและทางใต้ อีกทั้งสามารถติดต่อกับหัวเมืองในภูมิภาคต่าง ๆ ได้สะดวก และรับสินค้าโดยเฉพาะของป่าจากหัวเมือง ซึ่งเป็นสินค้าที่ต่างชาติต้องการมากมาขายยังอยุธยา การที่อยุธยาตั้งอยู่ไม่ไกลจากปากอ่าวไทย ทำให้เรือสินค้าต่างชาติสามารถเข้ามาค้าขายที่อยุธยาได้สะดวก และพัฒนาเมืองค้าขายโดยเป็นพ่อค้าคนกลางระหว่างพ่อค้าต่างชาติกับหัวเมือง และระหว่างพ่อค้าต่างชาติด้วยกันเอง อยุธยาจึงมีพัฒนาการทางด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และสืบทอดต่อมายังกรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนกรุงธนบุรีนั้นมีที่จุดตั้งยุทธศาสตร์ที่ดี สามารถป้องกันข้าศึกที่เข้ามารุกรานทางทะเลได้สะดวกแต่พระราชวังอยู่ในพื้นที่คับแคบ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองหลวงมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง เหมาะแก่การขยายบ้านเองในอนาคต ด้วยเหตุนี้กรุงเทพมหานครในปัจจุบันมีอายุมากกว่า 222 ปี จึงมีความเหมาะสมในด้านการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ เพราะอยู่ใกล้ปากอ่าวไทยจึงสามารถบรรทุกสินค้าเข้าและสินค้าออกได้เป็นจำนวนมาก ความอุดมสมบูรณ์บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาหรือภาคกลางของประเทศไทยตั้งแต่ตอนบนและตอนล่างแม่น้ำเจ้าพระยา เหมาะแก่การเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่ดี ทุก ๆ ปีแม่น้ำและลำน้ำหลายสายพัดพาโคลนตะกอนมาทับถมพื้นที่ราบลุ่มในฤดูน้ำหลาก ทำให้เกิดปุ๋ยธรรมชาติ เหมาะกับเพาะปลูกถาวร ไม่จำเป็นต้องโยกย้ายพื้นที่เพาะปลูก เหตุนี้บริเวณภาคกลางตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจึงมีการตั้งถิ่นฐานตามริมฝั่งแม่น้ำจนเป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อค้าขายกับชุมชนอื่น ๆ ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ดีส่งผลให้ฐานะทางเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ คนไทยทุกคนควรสำนึกและช่วยกันรักษาบ้านเมืองให้อยู่สภาพที่อุดมสมบูรณ์ตลอดไป
แนวโน้มการพัฒนาการของมนุษยชาติในอนาคต
ตั้งแต่การสิ้นสุดสงครามเย็น ประชากรทั่วโลกมองเห็นว่าสงครามไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เหมาะสม เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากระบบดั้งเดิม โลกในปัจจุบันเป็นโลกที่ทุกประเทศต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แนวโน้มของโลกอนาคตให้ความสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจมากมากเป็นพิเศษ และหันมาสนใจสภาวะแวดล้อมอย่างจริงจัง การที่โลกมุ่งเน้นเรื่องการเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ทำให้ขาดการระมัดระวังการอนุรักษ์ทรัพยากรและการรักษาสภาวะแวดล้อม
ลักษณะเด่นชัดของโลกปัจจุบัน ก็คือ การมีชีวิตที่คล้ายคลึงกันทั้งโลก การขยายตัวของเมืองการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการเพิ่มประชากร การฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น
การมีชีวิตที่คล้ายคลึงกันทั้งโลก
เนื่องจากการแพร่ขยายของวัฒนธรรมจากชาติหนึ่งไปสู่อีกชาติหนึ่ง ทำให้ประชากรทั่วโลกมีชีวิตที่คล้ายคลึงกันทุกขณะจากปัจจัยด้านการสื่อสาร การค้าขาย การเดินทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การสื่อสาร ปัจจุบันการสื่อสารแพร่ไปยังมวลชนจำนวนมากด้วยความรวดเร็ว ครอบคลุมทั่วทุกแห่งในโลก ด้วย การใช้โทรศัพท์ โทรสาร วิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียมสื่อสาร ทั่วโลกสามารถรับข่าวสารได้พร้อม ๆ กัน การสื่อสารจึงเป็นลักษณะเปิดหรือเสรีมากขึ้นการค้าขาย ด้วยความก้าวหน้าทางการขนส่งและการติดต่อสื่อสาร แต่ละประเทศสามารถซื้อและขายสินค้านานาชนิดทั้งเครื่องอุปโภค บริโภคต่าง ๆ แม้แต่รายการบันเทิงทางโทรทัศน์จากต่างประเทศ โดยใช้เครื่องมือสื่อสารภายในอึดใจ สินค้าหลายชนิดเป็นสินค้าที่ครองตลาดโลก เช่น เครื่องดื่ม รายการบันเทิง – กีฬา ทางโทรทัศน์การเดินทาง การเดินทางด้วยเครื่องบินจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ทุกวันนี้ผู้คนจากทุกระดับชั้นทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย คาดว่าในอนาคตผู้เดินทางต้องเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่เดิมอีกเท่าตัวอย่างแน่นอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแพร่หลายเป็นที่ยอมรับและไม่มีความแตกต่างกันซึ่งมาจากหลักการรูปแบบที่ตายตัว ผลผลิตมาจากวิธีการผลิตสินค้า การบริการ การบริหารธุรกิจ การประชาสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทั่วโลกการขยายตัวของเมือง
เนื่องจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป็นสิ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดในยุโรปตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษ ต่อมาขยายไปยังยุโรป และสหรัฐอเมริกาจนแพร่ขยายไปทั่วโลก ผู้คนเข้ามารวมอยู่ในนครใหญ่ แรงงานชนบทกลายมาเป็นกรรมกรในโรงงาน เมืองกลายเป็นที่รวมของผู้เชี่ยวชาญทุกแขนงวิชา ดังนั้นสังคมมนุษย์มีแนวโน้มจะเปลี่ยนจากสังคมชนบทมาเป็นสังคมเมืองมากขึ้น

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการเพิ่มประชากร
การสร้างความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตปราศจากความระมัดระวัง ทำให้เกิดการทอดทิ้งสภาพตามธรรมชาติเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองมากขึ้น จากการที่สามารถควบคุมโลกอันเป็นผลสืบเนื่องทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้นำทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากมาใช้โดยไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลง ผลที่เกิดขึ้นกลายเป็นปัญหาในการทำลายต่อพืชผล สารพิษเพื่อฆ่าศัตรูพืช การสูญพันธ์ของสัตว์ป่า มลพิษจากของเสียต่าง ๆ ได้ทำลายธรรมชาติความสมบูรณ์ลงหมดสิ้น ปัญหาดังกล่าวกระทบโดยตรงต่อประชากรและการเพิ่มขึ้นของประชากร ทำให้เกิดช่องว่างคนยากจนและคนร่ำรวยรวมถึงประเทศชาติด้วยการแก้ไขปัญหาควรแก้ไขให้ได้ก่อนที่โลกจะพบวิกฤตที่รุนแรงไปกว่านี้ โดยร่วมแรงร่วมใจคำนึงถึงผลดีผลเสียทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมกับอนุรักษ์ทรัพยากรเพื่อความกินดีอยู่ดีของลูกหลานในอนาคต
การฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น
ท่ามกลางวัฒนธรรมที่เหมือนกันทั่วโลกทุกชาติก็พยายามอนุรักษ์วัฒนธรรมของกลุ่ม ไม่ยอมให้สูญหายไปโดยนำมาสร้างสรรค์แสดงออกในรูปแบบด้านศาสนา วัฒนธรรม ภาษา เชื้อชาติ ความพยายามค้นหาร่องรอยของอดีตชาติตนเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะมีวัฒนธรรมของตนเอง อย่างไรก็ตาม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีเก่า ๆ ก็ปรับเปลี่ยนให้เหมาะแก่กาลสมัย เพราะวัฒนธรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมของใหม่ต่างก็มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น การผสมผสานวัฒนธรรมโลกกับวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เกิดความสมดุลขึ้นอยู่กับรากฐานเดิมที่จะผสมผสานกับอารยธรรมสมัยใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ลงตัวหรือไม่


ตรวจคำตอบทดสอบเชื่อมโยงความรู้ 1) ข 2) ค 3)ข 4)ก 5)ง 6)ง 7) ค 8)ง 9)ก 10)ข

ผู้เรียนที่ทำแบบทดสอบความรู้ได้คะแนนไม่ถึง 5 คะแนน ให้กลับไปอ่านเนื้อหาเพื่อทบทวนความรู้เดิมอีกครั้ง แล้วทำแบบทดสอบซ้ำอีกครั้ง

ที่มา: วิกิพีเดีย สารานุดรมเสรี http.//th.wikipedia.org.wiki


(ณรงค์ พ่วงพิศ และคณะ . ม.ป.ป.)